Skip to content

ยินดีต้อนรับน้องใหม่ทุกคนสู่รั้วศรีตรังและครอบครัวชมรมมุสลิม

   แต่ผมมองอีกมุมหนึ่งว่า  การที่มุสลิมจะเป็นประชาชาติที่สายกลางอย่างแท้จริงนั้น  มุสลิมกันเองต้องมีคุณลักษณะของความสายกลางเสียก่อน  เผอิญว่าผมนิยมพูดเรื่องใกล้ตัว  ไม่นิยมพูดแบบเปิดโลกทัศน์  เกรงว่าพี่น้องจะเอื้อมไม่ถึงและจับต้องไม่ได้  จึงทำให้คำว่าสายกลางกลายเป็นเพียงแค่ทฤษฏีไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้  บางทีผมอาจจะเป็นคนที่ไม่นิยมวิเคราะห์กว้างขวางแบบระดับโลกแต่ชอบมองอะไรแบบชาวบ้าน ๆ  มองสิ่งใกล้ ๆ ตัว  จึงทำให้การเสนอความคิดของผมไปกระทบกระทั่งพี่น้องบางกลุ่ม  และบางท่านที่มีใจเป็นกลางที่เข้ามาก็ไม่ค่อยชอบการนำเสนอของผมเท่าที่ควร  เพราะอาจจะตรงประเด็นเกินไป  ผมยังนึกขำกับตัวเองอยู่เลยครับ  แต่ผมว่าเป็นตัวของตัวเองแบบอิสระนั้นดีที่สุดแล้วครับ  ตามกระแสการชักจูงของคนอื่นเดี๋ยวก็ไม่มีอะไรใหม่กันพอดี

            ส่วนหนึ่งจากความผิดพลาดอันตรายที่เป็นผลมาจากกลุ่มที่มีความสุดโต่งแข็งกร้าว  เข้มงวดเกิดไปจนกระทั่งปิดกั้นสิ่งที่ชารีอะฮ์ได้สั่งใช้  ลืมคุณประโยชน์และเป้าหมายอันดีงามตามเจตนารมณ์ของศาสนา  เยาวชนหนุ่มสาวบางกลุ่มตกไปอยู่ในกระแสความสุดโต่ง  เนื่องพวกเขามิได้อยู่ในสภาพแวดล้อมแห่งวิชาการที่เหมาะสม  จนกระทั่งตกไปอยู่ในแนวคิดที่แข็งกร้าวรุนแรง  ทั้งที่ปัญญาชนทุกคนย่อมตระหนักดีว่าความรุนแรงนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยกับความแข็งกร้าวเนื่องจากความแข็งกร้าวรุนแรงมักอยู่บนทัศนคติที่ผิดพลาด  ดังนั้นเมื่อแนวคิดที่ผิดพลาดไม่ได้รับการเยียวยาด้วยแนวทางที่ถูกต้อง  ต่อไปอันตรายจะเข้ามาครอบงำสังคมและประชาชาติอิสลามอย่างแน่นอน


นิยามคำว่า "สายกลาง"

            คำว่า  สายกลาง  มาจากคำภาษาอาหรับว่า  اَلْوَسَطُ  (อัลวะซัฏ)  ซึ่งหมายถึง "ดีเลิศที่สุดหรือคุณภาพดีที่สุด"  หรือหมายถึง  สิ่งที่อยู่ระหว่างสองประการที่ถูกตำหนิ  เช่น  ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อยู่ระหว่างความตระหนี่กับความสุรุ่ยสุร่าย   ความกล้าหาญอยู่ระหว่างความขลาดกลัวกับความผลุนผลันมุทะลุ

            สายกลางคือเอกลักษณ์พิเศษของประชาชาติอิสลาม   ดังที่อัลเลาะฮ์ตะอาลา  ทรงตรัสความว่า

وَكَذَلِكَ جَعَلْنَاكُمْ أُمَّةً وَسَطاً لِّتَكُونُواْ شُهَدَاء عَلَى النَّاسِ وَيَكُونَ الرَّسُولُ عَلَيْكُمْ شَهِيداً 

            "และในทำนองเดียวกันนั้น  เราได้ดลบันดาลพวกเจ้าทั้งหลายเป็นประชาชาติสายกลางเพื่อว่าเจ้าทั้งหลายจะได้เป็นสักขีพยานแก่มนุษยชาติและศาสนทูต(มุฮัมมัด)  ก็เป็นสักขีพยานสำหรับพวกเขาทั้งมวล" อัลบะกอเราะฮ์ : 143

            ความเป็นประชาชาติสายกลางของประชาชาติอิสลามนั้น  ได้รับสืบทอดเจตนารมณ์มาจากแนวทางที่เป็นกลาง  มีความสมดุลย์  ปราศจากความสุดโต่งและหย่อนยาน  ดังนั้นเมื่อมีความสมดุลย์เกิดขึ้น  เสถียรภาพย่อมบังเกิด  จากนั้นหนทางที่เที่ยงตรงก็จะตามมาโดยอัตโนมัติ  ดังนั้น ด้วยความเป็นธรรมชาติสายกลางของอิสลามนี้แหละครับ  ที่อัลเลาะฮ์ตะอาลา  ทรงสอนให้เราทำการเฝ้าวอนขอต่อพระองค์ซึ่งหนทางที่เที่ยงตรงในละหมาดไม่น้อยกว่า 17 ครั้งต่อวัน  ที่ว่า

اهدِنَــــا الصِّرَاطَ المُستَقِيمَ صِرَاطَ الَّذِينَ أَنعَمتَ عَلَيهِمْ غَيرِ المَغضُوبِ عَلَيهِمْ وَلاَ الضَّالِّينَ

            "พระองค์โปรดชี้นำเราสู่แนวทางที่เที่ยงตรงด้วยเถิด  ซึ่งเป็นแนวทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงโปรดปราณแก่พวกเขา  มิใช่แนวทางของพวกที่ถูกกริ้ว  และมิใช่(แนวทางของ)พวกที่หลงผิด" อัลฟาติหะฮฺ : 6 - 7

            ในซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮฺที่เราอ่านในทุกรอกะอัตของละหมาดนั้น  อัลเลาะฮ์ทรงบัญชาใช้ให้เราอยู่ในสายกลาง  "บรรดาผู้ถูกกริ้ว" นั้น  ก็คือพวกยาฮูดี  และ "พวกที่หลงผิด"  คือ  พวกนะซอรอ  ดังนั้น  พวกยาฮูดีกับพวกนะซอรอนั้น  เป็นอุทาหรณ์แห่งความเกินเลยและหย่อนยาน  เช่น  พวกยิวเลยเถิดฆ่าบรรดานบี  ส่วนพวกนะซอรอเลยเถิดนำเอาท่านนบีอีซาเป็นพระเจ้า  และพวกยาฮูดีหย่อนยานมักง่ายในสิ่งที่ต้องห้าม  ส่วนพวกนะซอรอมักง่ายในเรื่องที่ฮะล้าล   ดังนั้น  หนทางสายกลางก็คือ  การเดินอยู่บนแนวทางที่เที่ยงตรงซึ่งเป็นแนวทางของกลุ่มชนที่อัลเลาะฮ์ (ซบ.) ทรงประทานความโปรดปราณจากบรรดานบี  บรรดาผู้สัจจริง  บรรดาผู้มรณะสักขี  และบรรดาผู้มีคุณธรรมทั้งหลาย

            พี่น้องผู้อ่านครับ  ทุกแนวทางก็เชื่อกันว่าตนเองก็อยู่ในหนทางของบรรดานบีและเหล่าผู้มีคุณธรรม  หากท่านผู้อ่านตั้งคำถามขึ้นแก่ผมว่า  "เมื่อทุกแนวทางต่างเชื่อกันว่าแนวทางของตนก็คือแนวทางของบรรดานบีและเหล่าผู้มีคุณธรรมนั้น  พวกเขาทั้งคือสายกลางน่ะซิ?"  ผมขอตอบว่า  "แนวทางของบรรดานบีและเหล่าผู้มีคุณธรรมนั้น   ต้องอยู่บนความเป็นสายกลางในเชิงหลักการและฉายออกมาให้เห็นทางพฤติกรรมด้วยเช่นกัน"  

            ท่านอิบนุอับบาสได้รายงานจากท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ซึ่งท่านได้กล่าวว่า 

إِيَّاكُمْ وََالْغُلُوَّ فِي الدِّيْنِ فَإِنَّمَا أَهْلَكَ مَنْ كَانَ قَبْلَكُمْ الْغُلُوَّ فِي الدَّيْنِ

            "พวกท่านจงระวังการเลยเถิดในเรื่องศาสนา  เพราะแท้จริงบุคคลที่อยู่ก่อนหน้าพวกท่านนั้นได้ประสบความวิบัติเกี่ยวกับความเลยเถิดในเรื่องศาสนา" อันนะซาอีย์ (3057) 

            รายงานจากท่านอิบนุมัสอูด  ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ  ว่า  ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้กล่าวซ้ำกันถึงสามครั้งว่า

هَلَكَ الْمُتَنَطِّعُوْنَ

            "บรรดาผู้มุตะนัตติอูน(ผู้ที่คิดลึกเกินเลยขอบเขต)ได้มีความวิบัติแล้ว" รายงานโดยมุสลิม

            ท่านอิมามอันนะวาวีย์กล่าวว่า "พวกมุตะนัตติอูน  คือ  พวกคิดลึกเลยเถิดเกินขอบเขตทั้งในบรรดาคำพูดและการกระทำของพวกเขา" ชัรห์ ซอฮฺห์มุสลิม 16/220

            จากฮะดิษข้างต้นนี้  ชี้ถึงการเลยเถิดสุดโต่ง  ได้ออกจากแนวทางที่เป็นสายกลาง  เกินเลยขอบเขต  ดังนั้นบ่อเกิดของความเลยเถิด  ก็มาจากผลของการอธิบายตัวบทต่าง ๆ ของศาสนาแบบแข็งกร้าวรุนแรงค้านกับเป้าหมายและเจตนารมณ์ของชะรีอะฮ์อิสลาม  และพยายามให้ตนเองและบุคคลอื่น ยึดทัศนะของตนพร้อมกับทำการฮุกุ่มทัศนะที่ต่างจากตน  ทำการตำหนิว่ากล่าวอย่างเสียหายต่อผู้รู้ที่มีทัศนะต่างจากตนอย่างไร้อัคลาคของอัลอิสลาม  เช่น  ฮุกุ่มทัศนะอื่น เป็นคนชั่ว  โง่เขลา  บิดอะอ์  ตกนรก  ดังนั้น  ความเลยเถิดเข้มงวดจึงมิใช่เป็นการแสวงหาความสมบูรณ์ในเรื่องการทำอิบาดะฮ์หรือเป็นการแสดงถึงความรอบคอบในเรื่องของศาสนา  

            ท่านชัยค์ ด๊อกเตอร์ อัลก๊อรฏอวีย์  กล่าวว่า  "ถือว่าเป็นความไม่เป็นธรรมในการที่เราจะทำการกล่าวหาบุคคลหนึ่งว่า  เขาฝักใฝ่(ฝ่ายทัศนะของตน)ในเรื่องของศาสนาเพียงเพราะได้เลือกทัศนะความเห็นต่าง ๆ ของฟิกห์ที่เข้มงวดอันเนื่องจากเขาเชื่อว่ามันถูกต้องและมีน้ำหนักที่สุด...ซึ่งหากแม้นว่าคนอื่นจะเห็นว่าทัศนะความเห็นของเขามีน้ำหนักน้อยกว่าหรือเป็นทัศนะที่อ่อนก็ตาม" อัศเศาะห์วะตุลลอฮ์อิสลามียะฮ์ : 36

            ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวของท่าน ชัยค์ ด๊อกเตอร์ ยูซุฟ อัลก๊อรฏอวีย์  เนื่องจากเป็นการไม่บังควรที่คนกลุ่มหนึ่งพยายามสร้างแนวทางหรือทัศนะของตนขึ้นมาแล้วทำการตำหนิผู้ที่ขัดแย้งกับตน  ทำการกล่าวหาอย่างน่ารังเกียจ  สร้างภาพระบายสีต่อผู้อื่นในแง่ลบ  โดยกักตุนหรือแช่แข็งความถูกต้องไว้สำหรับพวกเขาแต่เพียงผู้เดียว  ดังนั้น  ความเลยเถิด  การฝักใฝ่ในทัศนะฝ่ายตน  และมีความแข็งกร้าวนั้น  เป็นการออกจากเจตนารมณ์ของอิสลามและความเป็นสายกลางของศาสนา

            ท่านพี่น้องผู้อ่านครับ  สิ่งที่ผมได้กล่าวไปแล้วข้างตนนั้น  เป็นหลักการในแง่มุมหนึ่งของคำว่า "สายกลาง"  คือศาสนาอิสลามนั้นอยู่บนสายกลาง  ผู้ที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของอิสลามที่แท้จริงก็ย่อมอยู่ในสายกลางด้วยเช่นกัน  แต่พี่น้องบางท่านอาจจะสับสนว่า  คำว่า "สายกลาง" เราจะฉายภาพให้เห็นในเชิงปฏิบัติได้อย่างไร  และภาพแห่งความจริงของผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสายกลางนั้นเป็นอย่างไร?  และการเรียกชื่อของแนวทางนั้นเป็นการแบ่งพรรคแบ่งพวกหรือเปล่าถือว่าอยู่ในสายกลางหรือเปล่า?  มีคนกล่าวว่า  นั้นคือความเชื่อของกลุ่มแนวคิดวะฮาบีย์   กลุ่มนั้นมีแนวทางอัลอะชาอิเราะฮ์  กลุ่มนี้ประกาศตนและวางสโลแกนว่าอยู่ในสายกลาง  ดังนั้น  คำว่าสายกลางในภาพแห่งความเป็นจริงทั้งในด้านจุดยืน  คำพูด  และการกระทำนั้น  มันเป็นอย่างไร ??

 



สายกลางในภาพแห่งความเป็นจริง

            ปัจจุบันเมืองไทยบ้านเราเริ่มมีความหลากหลายทางทัศนะเกิดขึ้น  ในอดีตก็จะมีแต่การปฏิบัติฟิกห์มัซฮับชาฟิอีย์และอะกีดะฮ์อะฮ์ลิสซุนนะฮ์อัลอะชาอิเราะฮ์  โดยได้รับการเผยแผ่มาจากอุลามาอฺฮะเฏาะเมาต์แห่งเยเมน  ซึ่งล้วนเป็นอุลามาอฺลูกหลานท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทางเชื้อสายท่านซัยยิดินาฮุซัยน์  ที่เข้ามาทางอินโดนีเซียเป็นส่วนใหญ่  บ้างก็ผ่านเข้ามาทางอุลามาอฺปัตตานีที่ทำการศึกษาความรู้จากอุลามาอฺลูกหลานนบีจากนครมักกะฮ์ในสมัยนั้น  การเดินทางไปศึกษามีความยากลำบากไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน  ความรู้ที่พี่น้องมุสลิมในเมืองไทยได้รับในอดีต  ก็ได้รับมาจากอุลามาอ์เหล่านี้  แต่ปัจจุบันการสื่อสารสมาคมระหว่างประเทศสะดวก  ตำราในการศึกษาค้นคว้ามีกว้างขวาง  บรรดาพี่น้องมุสลิมที่ไปร่ำเรียนมาจากต่างประเทศ  ก็ได้รับการศึกษาที่หลากหลาย  กลับมาเมืองไทยจึงทำการเผยแพร่ความรู้ที่ตนได้เรียนรู้มา  ความหลากหลายจึงเกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น  ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรครับ  เพราะหากเรามาพิจารณากันที่ประเทศอียิปต์  ประชาชนมีความหลากหลายใน 4 มัซฮับ  แต่พวกเขาก็อยู่กันได้ฉันท์พี่น้อง  ในมัสยิดหนึ่งบางครั้งอิมามนำละหมาดไม่อ่านบิสมิลลาฮ์  แต่ละหมาดอีกเวลาหนึ่งมีอิมามนำละหมาดอ่านบิสมิลลาฮ์  ผมละหมาดซุบฮ์ในมัสยิดโดยมีอิมามที่ไม่อ่านกุนูต  แต่ในบางวันอิมามคนเดียวกันทำการอ่านกุนูตซุบฮ์โดยที่บรรดามะมูมหน้าเดิม ๆ  ก็ทำการอ่านกุนูตอย่างพร้อมเพียงกัน  โดยเฉพาะช่วงเดือนรอมะดอนก็จะทำการอ่านกุนูตซุบฮ์กันทั้งเดือน  เพื่อจะได้มีการขอดุอากันให้มาก ๆ  ในเดือนอันประเสริฐนี้   แต่กระนั้นก็ไม่มีพี่น้องมุสลิมคนใดแสดงอาการตำหนิหรือไม่พอใจในประเด็นเรื่องการอ่านกุนูตหรือไม่อ่านกุนูต  เหตุใดพวกเขาจึงมีจุดยืนอย่างนั้น  ทั้งที่มีการปฏิบัติหลายมัซฮับในมัสยิดเดียวกัน  นั่นก็เพราะว่าพวกเขายืนอยู่ใน  "สายกลาง"  แม้จะมีความหลากหลายในมัซฮับก็ไม่เกิดความหย่อนยานและความสุดโต่ง  ดังนั้น  ความสมดุลย์จึงเกิดขึ้น  แล้วเสถียรภาพก็จะบังเกิดขึ้นในสังคมที่มีความหลากหลายเพราะอยู่บนรากฐานของสายกลาง  

            พี่น้องครับ  เราต้องยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นว่า  สังคมเมืองไทยบ้านเราต้องมีความหลากหลายยิ่งขึ้นในอนาคต  แต่เหตุใดความรุนแรงและแข็งกร้าวในทัศนะจึงเกิดขึ้น  ฮุกุ่มทัศนะอื่น  เป็นคนชั่ว  โง่เขลา  บิดอะอ์  ตกนรก  เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน  เพราะอะไรถึงเป็นอย่างนั้น?

 

1. เพราะมีความตะอัศศุบในทัศนะ :

            การตะอัศศุบ(ยึดติด)กับทัศนะของตนเอง  ย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้มีมานะทิฐิ   ไม่ยอมรับในทัศนะอื่น  พยายามกีดกันทัศนะต่าง ๆ ที่แตกต่างกับตน  อันตรายของความสุดโต่งจึงเริ่มทวีคูณ   เมื่อเขาต้องการกำหนดให้คนอื่นมาตามทัศนะของตน  ด้วยการใช้ความแข็งกร้าว  พยายามเอาชนะด้วยการกล่าวหาว่า  ทำบิดอะฮ์  ทำชิริก  จนฮุกุ่มทัศนะอื่นจากตนเป็นกาเฟรในเชิงหลักการ  ถือว่าเป็นการก่อการร้ายในเชิงอุดมการณ์ที่ร้ายแรงและน่ากลัวว่าการก่อการร้ายในเชิงปฏิบัติเสียอีก  ซึ่งสิ่งดังกล่าวนี้ไม่ใช่สายกลางทั้งที่ศาสนาอิสลามคือสายกลาง  แต่พวกเขาเป็นพวกมุตะนัตติอูนที่ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้กล่าวไว้ในซอฮิห์มุสลิม  ซึ่งพวกมุตะนัตติอูนนี้  ท่านอิมามอันนะวาวีย์กล่าวว่า "พวกเขา  คือ  พวกคิดลึกเลยเถิดเกินขอบเขตทั้งในบรรดาคำพูดและการกระทำของพวกเขา" ชัรห์ ซอฮฺห์มุสลิม 16/220

            พี่น้องบางท่านบอกว่า  คนที่ยึดมัซฮับนั้นคือผู้ที่ตะอัศศุบทัศนะของตน  กลับกลายเป็นว่าผู้ไม่นิยมมัซฮับนั้น  เมื่อพยายามให้ผู้มีมัซฮับยึดในทัศนะตน  และเขาไม่เลือกตาม  ก็จะกล่าวหาว่าผู้มีมัซฮับตะอัศศุบไม่อยู่ในสายกลาง  ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับว่า  การตะอัศศุบนั้นคือความเห็นแก่ตัว (อะนานียะฮ์) กล่าวคือ  ต้องการให้คนอื่นมายึดทัศนะของตนเท่านั้น  โดยเชื่อว่าทัศนะของตนถูกต้องแต่เพียงผู้เดียว  ขอยกตัวอย่างเรื่องการอ่านอัลกุรอานแล้วฮะดียะฮ์มอบผลบุญให้แก่มัยยิดได้หรือไม่?  นักปราชญ์มีทัศนะที่แตกต่างกัน  อิมามอบูหะนีฟะฮ์ , อิมามอะห์มัด , อิมามอันนะวาวีย์ , ท่านอิบนุตัยมียะฮ์ , และท่านอิบนุก๊อยยิม  เป็นต้น  ได้เลือกเฟ้นทัศนะที่กล่าวว่า  การอ่านอัลกุรอานแล้วฮะดียะฮ์  มอบผลบุญให้แก่มัยยิดนั้นได้  ส่วนนักปราชญ์คนอื่น ๆ บอกว่าไม่ได้  นี้คือประเด็นคิลาฟียะฮ์ที่มุสลิมคนหนึ่งสามารถเลือกนำมาปฏิบัติได้โดยไม่อนุญาตให้ตะอัศศุบและไปตำหนิอีกทัศนะหนึ่ง  

            ดังนั้น  ไม่ว่าผู้มีมัซฮับหรือไม่มีมัซฮับ  หากเชื่อว่าทัศนะของตนเท่านั้นที่ถูกต้อง  ถือว่าเป็นการ ตะอัศศุบที่น่าตำหนิ  หลักนิติศาสตร์อิสลามระบุว่า "สิ่งที่ถูกขัดแย้งกันนั้นจะไม่ถูกทำการตำหนิและแท้จริงสิ่งที่ถูกทำการตำหนินั้นคือ(สิ่งที่ขัด)กับสิ่งลงมติ(อิจญ์มาอฺปราชญ์)แล้ว" หนังสืออัลอัชบาฮ์วันนะซออิร ของอิมามอัสสะยูฏี กออิดะฮ์ที่ : 35  ท่านอิบนุตัยมียะฮ์กล่าวว่า "แท้จริงบรรดานักปราชญ์จะตำหนิในเรื่องที่มีมติเอกฉันท์ให้ทำการตำหนิ  แต่สำหรับสิ่งที่เป็นคิลาฟียะอ์นั้นย่อมไม่มีการตำหนิแต่ประการใด(ที่จะเลือกระทำ)" ฟะตะวาอิบนุตัยมียะฮ์ 20/225  นั่นคือหลักการของปวงปราชญ์ในทุกยุคสมัยแห่งประชาชาติอิสลามที่อยู่บนสายกลาง  ตำหนิในสิ่งที่มีหลักฐานเด็ดขาดว่าต้องห้าม  อะลุ่มอะหล่วยในเรื่องที่การวินิจฉัยเข้ามามีบทบาท  ท่านชัยค์ ด๊อกเตอร์ อัลก๊อรฏอวีย์  กล่าวว่า  "ถือว่าเป็นความไม่เป็นธรรมในการที่เราจะทำการกล่าวหาบุคคลหนึ่งว่า  เขาฝักใฝ่(ฝ่ายทัศนะของตน)ในเรื่องของศาสนาเพียงเพราะได้เลือกทัศนะความเห็นต่าง ๆ ของฟิกห์ที่เข้มงวดอันเนื่องจากเขาเชื่อว่ามันถูกต้องและมีน้ำหนักที่สุด...ซึ่งหากแม้นว่าคนอื่นจะเห็นว่าทัศนะความเห็นของเขามีน้ำหนักน้อยกว่าหรือเป็นทัศนะที่อ่อนก็ตาม" อัศเศาะห์วะตุลลอฮ์อิสลามียะฮ์ : 36



2. การออกฮุกุ่มตัดสินปัญหาศาสนาแข็งกร้าว :

            ส่วนหนึ่งจากความเลยเถิดหรือมีหลักการที่ไม่อยู่ในสายกลาง  ก็คือ  การออกฟัตวาหรือไขปัญหาศาสนาในเรื่องการฮุกุ่มการเฟร  ฮุกุ่มบิดอะฮ์  ฮุกุ่มฮะล้าล  ฮุกุ่มฮะรอม  ฮุกุ่มนรก  โดยเขาไม่มีศักยภาพพอในการเข้าใจตัวบทต่าง ๆ ของอัลกุรอานและซุนนะฮ์  และไม่มีคุณสมบัติอย่างเพียงพอในการวินิจฉัยฮุกุ่มตามหลักของศาสนา  ยกตนเองเป็นนักมุจญ์ฮิดในการฮุกุ่มเกี่ยวกับเรื่องศาสนา  แล้วทำการฟัตวากุนูตบิดอะฮ์  ละหมาดฮายัตบิดอะฮ์  การยกมือขณะขอดุอาบิดอะฮ์  การลูบหน้าหลังดุอาบิดอะฮ์  ทำเมาลิดรำลึกถึงนบีบิดอะอ์  โดยมีท่าทีทำการฟัตวาแข็งกร้าวต่อทัศนะอื่นและพยายามให้ผู้อื่นยึดทัศนะของตน  แบบตะอัศศุบโดยเกินเลยเอาเรื่องนรกสวรรค์มาประกอบในฟัตวาเพื่อให้เสริมทัศนะของตนนั้น  ถือว่าไม่ใช่หลักการฟัตวาและการวินิจฉัยตามหลักนิติศาสตร์อิสลาม  การฟัตวาตามหลักของศาสนาต้องคำนึงถึงที่มาและความเข้าใจจากหลักฐานของศาสนา  ต้องแยกแยะว่าประเด็นปัญหาศาสนาใดมีหลักฐานยืนยันที่เด็ดขาด(ก๊อดอีย์)  และปัญหาใดที่มีหลักฐานยืนวันที่ไม่เด็ดขาด(ซ๊อนนีย์)  เช่น  วินิจฉัยมาจากหลักฐานที่ไม่มุตะวาติร (มุตะวาติร คือคือตัวบทที่ถูกรายงานโดยเป็นไปไม่ได้ที่บรรดาผู้รายงานมากมายจะรวมตัวกันมุสา) หรือฟัตวาที่ได้มาจากความเข้าใจหรือวินิจฉัยจากตัวบท  เป็นต้น  ดังนั้นประเด็นปัญหาใดที่ไม่มีหลักฐานยืนยันเด็ดขาดชัดเจนและต้องเอาความเข้าใจมาวินิจฉัยนั้น  ไม่ควรนำมาเป็นประเด็นในเรื่องของนรกและสวรรค์มาประกอบการตัดสินปัญหาทางนิติศาสตร์อิสลาม  จนเกิดความกระด้างกระเดื่องระหว่างพี่น้องมุสลิม  จนกระทั่งบางคนเชื่อว่ามุสลิมส่วนมากลงนรก  สร้างความเป็นศัตรูในแง่ของอุดมการณ์

            อัลเลาะฮ์ตะอาลา  ได้ตรัสเกี่ยวกับพวกชาวคัมภีร์ว่า

فَنَسُواْ حَظّاً مِّمَّا ذُكِّرُواْ بِهِ فَأَغْرَيْنَا بَيْنَهُمُ الْعَدَاوَةَ وَالْبَغْضَاء إِلَى يَوْمِ الْقِيَامَةِ 

            "แล้วพวกเขาก็ลืม(หมายถึงทำการละทิ้ง) หน้าที่จากที่พวกเขาได้ถูกนำมาเตือน  ดังนั้นเราได้ปลูกฝังระหว่างพวกเขาให้มีอริต่อกันและความโกรธซึ่งกันและกันจนถึงวันกิยามะฮ์" อัลมาอิดะฮ์ : 15

            ดังนั้น  พวกเราต้องการที่จะให้พี่น้องมุสลิมเปลี่ยนไปอยู่ในสถานะภาพของความมีอริต่อกัน  ความเป็นศัตรูกัน  ที่เกิดมาจากความแข็งกระด้างของหัวใจ  พูดจาหยาบกร้าว  แสดงออกซึ่งอุปนิสัยที่กระด้างเดื่องกระนั้นหรือ?  คุณลักษณะของเราที่ว่า "แข็งกร้าวต่อผู้ไร้ศรัทธาอีกทั้งเมตตาอาทรในระหว่างพวกเขากันเอง" อัลฟัตห์ : 29  นั้นเปลี่ยนไปเป็นการแข็งกร้าวต่อผู้ศรัทธา  ซึ่งดังนี้เป็นลักษณะของพวกค่อวาริจญ์  ที่ชอบอ้างว่า  ไม่มีการตัดสินใดนอกจากอัลเลาะฮ์เท่านั้น  จนกระทั่งทำการรบและเป็นศัตรูต่อพี่น้องมุสลิมด้วยกัน  

            ยิ่งกว่านั้น  พี่น้องบางส่วนแสดงความอริศัตรูต่อพี่น้องมุสลิมด้วยกัน  เมื่อพบกันก็ไม่ให้สลามและไม่ตอบรับสลามนอกจากกับผู้ที่อยู่แนวทางเหมือนกับพวกเขา  เมื่อปราศรัยก็จะใช้วาจาแข็งกร้าว  ด่าทอ  หยามหมิ่นต่อพี่น้องมุสลิมต่างทัศนะ  ดังนั้น  ที่ดียิ่งควรสร้างมิตรไมตรี  ยิ้มแย้มแจ่มใส  พูดจาอย่างนิ่มนวล  ผูกสายใยแห่งความรักใคร่ระหว่างพี่น้องมุสลิม  อ่านชีวประวัติของท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  เพื่อดำเนินตามซุนนะฮ์ของท่าน  ด้วยการศึกษาบรรดาซุนนะฮ์ที่กล่าวถึงการมีจรรยามารยาทที่ดีงาม  มีความนอบน้อมและอ่อนโยนต่อคนรอบข้าง  เน้นศึกษาเกี่ยวกับฮะดิษนบีที่ห้ามเรื่องความอธรรม  การสร้างความเดือดร้อนต่อผู้อื่น  มีความอคติคิดในแง่ลบต่อผู้อื่น  มีความอิจฉาริษยา  ด่าทอเหยียดยาม  หมิ่นเกียรติต่อพี่น้องมุสลิมต่างทัศนะเป็นต้น       


3. มีการตำหนิอุลามาอ์ที่มีทัศนะไม่ตรงกับตน:

            การจำกัดสัจธรรมอยู่ในคน ๆ เดียว  หรือในแนวทางเดียว  หรือการเชื่อว่าสัจธรรมได้อยู่เพียงแนวทางที่พวกเขายึดนั้น  ผลลัพธ์ตามมาก็คือ  จะนำไปสู่การตำหนิต่อผู้ที่มีทัศนะแตกต่างจากตน  เมื่อเห็นว่าอุลามาอ์ท่านหนึ่งมีผู้คนให้ความประทับใจและชอบในอุดมการณ์ของเขา  ก็พยายามสรรหาข้อผิดพลาดต่าง ๆ แล้วนำมาวิจารณ์ตำหนิในส่วนที่ไม่ตรงกับทัศนะของตน  ซึ่งสิ่งดังกล่าวนี้  มิใช่อะไรเลยนอกจากเพียงเพื่อสนับสนุนแนวคิดและอารมณ์ของตนเอง  ทำประเด็นที่ไม่เด็ดขาด(ซ๊อนนีย์)ให้เป็นประเด็นที่เด็ดขาด(ก๊อดอีย์)หรือทำประเด็นที่คิลาฟียะฮ์ให้เป็นประเด็นที่อิจญ์มาอฺ  แล้วฮุกุ่มว่าบิดอะฮ์ฮะรอม  หากขัดแย้งกับตนถือว่าผิดและทำการตำหนิ  อีกทั้งยังเรียกร้องให้ผู้เจริญรอยตามตนเชื่อและร่วมกันต่อต้าน  บรรดาผู้ที่ฝักใฝ่ในทัศนะของตนนั้นเราจะพบว่าจะมีอุลามาอ์แห่งประชาชาติอิสลามท่านใดรอดพ้นจากการวิจารณ์ของพวกเขานอกจากอุลามาอ์ที่มีทัศนะเห็นพร้องกับฝ่ายตนไม่กี่ท่านเท่านั้น    

            หากเราจะพิจารณาถึงความเป็นจริง  ก็จะพบว่าอุลามาอ์ทุกท่านเป็นมนุษย์ที่อยู่ในวิสัยไม่พ้นจากความผิดพลาด  หากจะสรรหาข้อผิดพลาดต่าง ๆ ของอุลามาอฺ  ก็สามารถสรรหารวบรวมแล้วนำมาเขียนเป็นตำราให้อ่านกันได้ไม่ยาก  หากจะทำการวิจารณ์ทัศนะของอุลามาอ์  ก็ให้อยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาการ  อยู่ในกรอบของกฏเกณฑ์และเงื่อนไขที่ปราชญ์อิสลามได้วางไว้เพื่อนำมาเข้าใจตัวบทของศาสนาที่ถูกต้อง  พร้อมทั้งมีทัศนะคติในแง่ดีต่ออุลามาอ์ท่านนั้น ๆ  หากวิจารณ์ก็ควรวิจารณ์แค่หลักการหรือทัศนะ  มิใช่วิจารณ์หรือฮุกุ่มในตัวตนของอุลามาอ์  จนทำให้ไปสู่การตัดสินว่าอุลามาอ์ท่านนั้นบิดอะฮ์อยู่ในแนวทางที่ไม่ถูกต้อง  แล้วดังกล่าวก็นำไปสู่การตำหนิ  ทำให้ผู้ติดตามตนมีความอคติในอุลามาอ์ท่านนั้น ๆ ทั้งที่เราสมควรมีทัศนะคติในแง่ดีที่ว่า  บรรดาอุลามาอ์เขามีหลักการที่ถูกต้องมากมายนับไม่ถ้วน  หากสมมุติว่าความผิดพลาดส่วนน้อยเป็นบาป  เขาย่อมถูกลบล้างด้วยความดีงามอันมากมายดังมหาสมุทรที่หาฝั่งไม่ได้  นี่คือแนวทางสายกลางสำหรับผู้ที่ต้องการนำเสนอวิเคราะห์แนวทางหรือทัศนะต่าง ๆ ของอิสลาม


4.  มีความเข้าใจคาดเคลื่อนต่อแนวทางสะลัฟ :

            ปัจจุบัน  มัซฮับสะละฟีย์  หมายถึง  แนวทางของผู้เจริญรอยตามสะลัฟ  ได้เป็นชื่อเรียกแทนแนวทางของพี่น้องมุสลิมกลุ่มหนึ่ง  พวกเขามีความภาคภูมิใจที่ได้ใช้ชื่อนี้  ความจริงคำว่า สะลัฟหรือสะละฟีย์  นั้นมิใช่เป็นแนวทางหรือมัซฮับแต่ทว่าเป็นเพียงแต่ช่วงเวลาในยุคหนึ่งที่มีความสิริมงคล  ท่านอัลลามะฮ์  ด๊อกเตอร์  มุฮัมมัด สะอีด รอมะดอน อัลบูฏีย์  ได้ชี้แจงถึงเท็จจริงดังกล่าวไว้ในหนังสือของท่านที่ชื่อว่า "อัสสะฟียะฮ์ มัรฮะละฮ์ ซะมะนียะฮ์ มุบาร่อกะฮ์ ลา มัซฮับ อิสลามี" ซึ่งท่านได้กล่าว  สะละฟียะฮ์  ก็คือช่วงเวลาสามศตวรรษแรกจากของอุมมะฮ์อิสลาม  เพราะท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "ศตวรรษที่ดีเลิศคือศตวรรษของฉัน  หลังจากนั้นบรรดาบุคคลที่ถัดจากพวกเขา  หลังจากนั้นบรรดาบุคคลที่ถัดมาจากพวกเขา" รายงานโดยบุคอรี(2652)และมุสลิม(2033)  บรรดาบุคคลที่อยู่ในช่วงสามศตวรรษแรก  ก็คือ  บรรดาซอฮาบะฮ์  ตาบิอีน  และตาบิอิตตาบิอีน

            ความจริง  การยึดแนวทางของสะลัฟ  ก็คือ  การยึดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ (กะวาอิด) ที่พวกเขาใช้ทำความเข้าใจบรรดาตัวบท  และยึดมั่นข้อเท็จจริงของหลักอะกีดะฮ์และหลักปฏิบัติของพวกเขาที่มีมติเห็นพ้องต้องกัน  ซึ่งสิ่งดังกล่าวจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้  นอกจากด้วยการดำรงไว้ซึ่งหลักสูตรที่พวกเขานำมาเป็นกฎเกณฑ์ในการเข้าใจตัวบทจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์  และการกลับไปสู่แนวทางของพวกเขาก็ด้วยการยึดรากฐาน(อุศูล)การอิจญ์ฮาด(วินิจฉัย)และวิจัยหลักฮุกุ่มต่าง ๆ   แต่คำว่า สะละฟียะฮ์  ที่กลายเป็นคำนิยามใหม่ที่มีหลักการเฉพาะของชนมุสลิมีนกลุ่มหนึ่ง  ซึ่งใช้เป็นชื่อเรียกของมัซฮับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาริอัตอัลอิสลาม  โดยที่อุลามาอฺสะละฟุสซอลิหฺ และเคาะลัฟของประชาชาตินี้ไม่เคยรู้จักมันมาก่อน  ทั้งที่อุลามาสะลัฟ(ร.ฏ.)เหล่านั้น ไม่เคยเอาคำว่า "สะลัฟ"นี้ มาตั้งเป็นมัซฮับสะละฟีย์  ปัจจุบันกลุ่มสะละฟียะฮ์พยายามทำตนให้เป็นจุดเด่นเหนือบรรดามุสลิมีนทั่วไปด้วยการมีมาตรฐานหรือหลักการเข้าใจศาสนาที่เฉพาะตน  หากท่านผู้อ่านต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมจากหนังสือ "อัศศะละฟียะฮ์ ฯ" ของท่าน ชัยค์  ด๊อกเตอร์  รอมะดอน อัลบูฏีย์  นั้น  ก็สามารถศึกษารายละเอียดได้ในหน้าที่ 231 เป็นต้นไปครับ

            ดังนั้น  สะละฟุศอลิห์จริง ๆ ไม่เคยตั้งชื่อมัซฮับตนเองว่าอยู่ในมัซฮับสะละฟียะฮ์  เพื่อมาแบ่งแยกตนเองให้โดนเด่นเหนือบรรดามหาชนมุสลิมอื่น ๆ  เพราะพวกเขาเป็นประชาชาติสายกลางที่อยู่ภายใต้ศาสนาอิสลามซึ่งเป็นศาสนาแห่งสายกลาง  แต่ปัญหาในปัจจุบันคือ   กลุ่มที่เรียกตนเองว่าอยู่มัซฮับสะละฟียะฮ์  ก็เพื่อบ่งชี้ถึงว่ามหาชนมุสลิมีนอื่น ๆ มิใช่อยู่ในแนวทางของสะลัฟ  จนกระทั่งอะฮ์ลิสซุนนะฮ์อัลอิชาอิเราะฮ์และอัลมะตูริดียะฮ์แนวทางของมหาชนส่วนใหญ่ตั้งแต่อดีตกาลจวบจนปัจจุบันได้ถูกตัดสินเฉือนออกจากแนวทางของอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์เสียแล้ว! กำจัดความถูกต้องเพียงแค่แนวทางของตน  ซึ่งจุดยืนเช่นนี้มิใช่สายกลาง    

            ท่านอิมาม มุฮัมมัด บิน อะหฺมัด อัซซัฟฟารีนีย์  ปราชญ์มัซฮับหัมบาลีย์  กล่าวว่า  อะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์นั้น  มีอยู่ 3 กลุ่ม 1. กลุ่ม (อัล-อะษะรียะฮ์)(คือกลุ่มอะฮ์ลุลหะดิษ) แกนนำของพวกเขา คืออิมามอะหฺมัด(ร.ฮ.) 2. กลุ่ม (อัล-อัชอะรียะฮ์) แกนนำของพวกเขา คือ อิมาม อบู อัลหะซัน อัลอัชอะรีย์(ร.ฮ.) 3. กลุ่ม (อัล-มะตูรีดียะฮ์) แกนนำของพวกเขา คืออิมาม อบู อัลมันซูร อัลมุตูรีดีย์(ร.ฮ.)  (ดู หนังสือ ละมาเมี๊ยะอฺ อัลอันวาร อัลบะฮียะฮ์ หน้า 73)  พวกเขา 3 แนวทางนี้คืออะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ที่มีหลักอะกีดะฮ์โดดเด่นในทุกยุคสมัย  พวกเขาไม่ยึดติดเพียงแค่ชื่อของแนวทาง  แต่ทำการพิจารณาเนื้อหาสารัตถะและหลักการ  ดังนั้นเมื่อเนื้อหาและหลักการต่างไปสู่เป้าหมายเดียวกัน  พวกเขาจึงไม่กล่าวหาบิดอะฮ์ต่อกัน  การให้เกียรติและยอมรับซึ่งกันและกันจึงเกิดขึ้นในหมู่พวกเขา  นี้คือแนวทางสายกลางแห่งประชาชาติอิสลาม  อีกทั้งยังเป็นสักขีพยานแก่มนุษย์ชาติโดยทำการแบกรับอัลกุรอานและซุนนะฮ์มาสู่เราในทุกยุคสมัย  

            สาธยายมาก็พอสมควรแล้วครับ  พี่น้องพอจะมองในแง่มุมหนึ่งของสายกลางออกบ้างแล้วหรือยังครับ  ความจริงความเป็นสายกลางก็ควรเริ่มตั้งแต่ตัวเรา  ครอบครัว  สังคม  ประเทศชาติ  และระดับโลกอิสลาม  พูดไประดับประเทศและระดับโลกนั้น  ก็จับต้องภาพแห่งความเป็นจริงของความเป็นสายกลางไม่ได้ในปัจจุบันนี้  เราก็สมควรมาเริ่มที่ตัวเรากันก่อนครับ  แล้วนำมาปฏิบัติต่อเพื่อนมิตรสหาย  ผมว่าสังคมที่กำลังอยู่บนความหลากหลายจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยทีเดียวครับ

อ้างอิงจาก sunnahstudent.com

 

Chat Box



Recent Topics

Events Calendar

« < July 2010 > »
M T W T F S S
28 29 30 1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31 1

Random Picture

Gallery

Video Clip

การ์ตูน Upin & Ipin

 มาใหม่คร้าบบบ 27 ตอน

(วีดีโออื่นๆ)

Online

เรามี 41 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Download Solah Times

Prayer Times

Daily message

วันนี้ท่านขอดุอาอฺให้กับบิดามารดาท่านหรือยัง

Polls

นินทา Annur
 

แม่โกหกผม 8 ครั้งในชีวิต 


Top