| อิสลามกับความเชื่ออื่น |
|
สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างมุสลิมกับอีกฝ่าย (หรือมากกว่า) กำลังเกิดขึ้นหลายพื้นที่ในโลก เช่นในอัฟฆอนิสตาน, อิรัก, ปาเลสไตน์,บอสเนีย, ซูดาน,โซมาเลีย, เลบานอน และระหว่างชนกลุ่มน้อยมุสลิมในประเทศต่างๆ กับรัฐบาลประเทศนั้นๆ เช่นปัญหาเชชเนียในรัสเซีย, แคชเมียร์ในอินเดีย, กลุ่มโมโรในฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มต่างๆ ที่ถูกระบุว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย เช่น กออิดะฮ์, เจ.ไอ เป็นต้น มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้วิธีนับปรากฏการณ์แบบที่ผู้เขียนทำข้างบนนี้ ด้วยการนำไปสู่บทสรุปที่ว่า ?พวกอิสลาม? อยู่ที่ไหนมีแต่ความวุ่นวาย และช่วยกันสรุปว่า ศาสนาที่พวกนี้นับถือสอนให้สร้างความรุนแรงความรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทยก็ได้เข้าไปเพิ่มตัวเลขเพื่อสนับสนุนความน่าเชื่อถือของประโยค?แขกอยู่ไหนก็มีแต่ความวุ่นวาย? ให้ดูหนักแน่นยิ่งขึ้นไปอีก มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้วิธีนับปรากฏการณ์แบบที่ผู้เขียนทำข้างบนนี้ ด้วยการนำไปสู่บทสรุปที่ว่า ?พวกอิสลาม? อยู่ที่ไหนมีแต่ความวุ่นวาย และช่วยกันสรุปว่า ศาสนาที่พวกนี้นับถือสอนให้สร้างความรุนแรง ความรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทยก็ได้เข้าไปเพิ่มตัวเลขเพื่อสนับสนุนความน่าเชื่อถือของประโยค?แขกอยู่ไหนก็มีแต่ความวุ่นวาย? ให้ดูหนักแน่นยิ่งขึ้นไปอีก ท่าทีเช่นนี้น่าเป็นห่วงมาก เพราะมนุษย์ทุกวันนี้กำลังพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น มองเห็นแต่ภาพ นับความจริงกันด้วยปริมาณที่มองเห็น แต่ได้ละทิ้งการตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ต่างๆ เหมือนกับที่บางคนกำลังประณามพวกใส่สายเดี่ยว พวกชอบ ?กิ๊ก? โสเภณี พ่อค้ายาบ้า ฯลฯ แต่ไม่เคยตั้งคำถามถึงสิ่งที่เป็นเนื้อหาในสมองของคนเหล่านั้นเลย เราก็พากันสะใจด้วยการฆ่าตัดตอน และคิดว่าการกำหนดเวลาสถานบริการเป็นการเพียงพอแล้วที่จะยุติปัญหาต่างๆเหล่านั้น คนจำนวนมากกำลังเป็นเหมือนคนที่หวาดวิตกต่อคนป่วยและพากันพูดถึงอาการของมันอย่างกับแพทย์ผู้ชำนาญ แต่ไม่มีวิชาความรู้พอที่จะวินิจฉัยมันได้เลย มิต้องพูดถึงโปรแกรมเยียวยา ความน่าเป็นห่วงอีกข้อหนึ่งก็คือว่า โลกให้ความสำคัญกับสิ่งที่คิดว่า ?มีประโยชน์? การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ประยุกต์และความชำนาญในการทำธุรกิจจึงได้รับการส่งเสริมอย่างสุดขั้ว การศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องความคิด ทรรศนะคติ ความเชื่อ และวิธีการมองโลกของผู้คนที่อยู่บนโลกนี้กว่า 6 พันล้านคนจึงถูกละเลย ทั้งที่สิ่งนี้เป็นคำอธิบายการใช้ชีวิตและคำอธิบายชีวิตของมนุษย์แต่ละคนบนโลกใบนี้ ชาวพุทธจะรู้สึกเจ็บใจแค่ไหน หากศาสนาพุทธที่มีผู้นับถือในหลายประเทศ ด้วยประชากรหลายร้อยล้านคน แต่ถูกมองเพียงว่าเป็นปรัชญาที่สอนให้มองโลกในแง่ร้ายและถอยหลัง ด้วยคำสอนในเรื่องอริยสัจ 4 เนื่องจากมันเริ่มด้วยคำว่า ?ทุกข์? และชาวมุสลิมรู้สึกเจ็บปวดสักเพียงใด ทั้งที่ศาสนาของตนมีผู้นับถือกว่าพันล้านคน แต่มีคนเข้าใจอยู่ตลอดว่าอิสลามสอนให้ใช้คมดาบเผยแผ่ศาสนา เนื่องด้วยมันมีคำว่า ?ญิฮาด? อยู่ในคำสอน การสร้างภาพที่ประทับอยู่ในห้วงลึกของจิตใจของมนุษย์ ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่าความศรัทธาที่ใช้ในศาสนาต่างๆหรือจะเรียกมันว่าทฤษฎีที่ถูกนำไปกำหนดให้กับพื้นฐานของแนวคิดที่อยู่นอกระบอบศาสนา เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน บางทีไม่อาจเข้าใจด้วยโลกวัตถุ เพราะมันกำลังเล่นอยู่กับสิ่งที่ยุ่งยากที่สุดในตัวคน นั้นคือ ?หัวใจ? เป็นหัวใจชนิดที่สั่งให้ทหารญี่ปุ่นทำกามิกาเซ่ เป็นหัวใจที่ทำให้ลัทธิแปลกๆทั้งหลายสามารถดื่มยาพิษปลิดชีวิตตัวเองได้ ในทำนองเดียวกันก็เป็นหัวใจชนิดที่กล้าสังหารชีวิตนับล้านๆคนในจีน อดีตสหภาพโซเวียต เขมร และอีกมากมาย ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เท่าที่นับเวลากันได้ ศาสนามีบทบาทอย่างที่มิอาจหาระบอบใดมาเปรียบได้ในเรื่องศักยภาพ ในการสร้างหัวใจที่เต็มไปด้วยจินตนาการต่อชีวิต มนุษย์ และจักรวาล ในประวัติศาสตร์มีผู้บังอาจ ?เล่น? กับหัวใจชนิดนี้มามาก และมักจบลงด้วยโศกนาฏกรรมของมนุษยชาติ เพราะฉะนั้น การทำความเข้าใจความเชื่อ ความคิดที่แตกต่างกัน บนพื้นฐานของความพยายามในการอยู่ร่วมกัน ?ต้อง? เป็นภาระการเรียนรู้ของมนุษย์ที่ต้องอยู่ร่วมกันบนโลกที่เดียวดายใบนี้(อย่างน้อยเราก็ยังไม่พบมนุษย์ต่างดาวหรือสิ่งมีชีวิตอื่นนอกโลก เว้นแต่ใช้ความเชื่อมาอธิบายเท่านั้น) ข้อเรียกร้องนี้เป็นมากกว่าการศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ อย่างแรกมันเรียกร้องให้ศึกษา ?ระบอบคิด? ที่มีอิทธิพลกับมนุษย์ทั้งหมด แม้ว่าจะไม่ใช่ศาสนา ประการต่อมา มันไม่ใช่วิชาการชนิด ?เปรียบเทียบ? ซึ่งอาจนำไปสู่การถือว่าตน ?ดีกว่า? ได้ง่าย แต่ศึกษาเพื่อให้มนุษย์แต่ละคนได้เข้าใจว่าตัวเองมองโลกแบบไหนและคนอื่นมองโลกอย่างไร เพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องการชักจูง ?เข้ารีต? อย่างน้อยที่สุดการเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ก็จะไม่ทำให้ครูชาวพุทธของผู้เขียนไม่พอใจและหาว่าไม่มีมารยาทที่ผู้เขียนไม่ยอมคลานเข่าเข้าไปหา แค่นี้เอง เราทำความเข้าใจกันได้ - เรื่องแรกที่ต้องทำความเข้าใจ มีคนจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม ไม่เชื่อว่ามุสลิมสามารถทำความเข้าใจกับความเชื่ออื่นๆได้ ด้วยเหตุผลว่ามุสลิมมองอิสลามว่าเป็นสัจธรรมหนึ่งเดียวที่มิอาจ ?สมยอม? กับความเชื่ออื่นๆได้ ดังเช่นที่ปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญอิสลามได้ออกฟัตวาปฏิเสธกลุ่มศาสนสัมพันธ์ต่างๆที่เรียกร้องให้มาสวดมนต์พร้อมๆกัน หรือมาสร้างศาสนสถานร่วมกันในเนื้อที่เดียวกัน การให้ความหมายของกลุ่มผู้หวังดีต่างๆที่จะให้ศาสนาต่างๆสามัคคีกันนั้น กลับขาดความเข้าใจในการศึกษาวิธีการมองโลกของศาสนาต่างๆตามที่ผู้เขียนกล่าวไว้ข้างต้น จึงนับเป็นความหวังดีที่น่ากระอักกระอ่วนใจสำหรับมุสลิมเป็นที่สุดที่ถูกรับเชิญให้ไปกระทำเช่นนั้น และไม่มีสำนักวิชาการใดของอิสลามที่ยินยอมให้มุสลิมไปกระทำเช่นนั้น ปฏิเสธมิได้ว่า อิสลามยึดถือแนวคิดว่า อิสลามคือสัจธรรมหนึ่งเดียว ถามว่าสิ่งนี้คืออุปสรรคในการทำความเข้าใจระหว่างกันอย่างนั้นหรือ? ไม่เด็ดขาด เพราะการทำความเข้าใจมีวัตถุประสงค์เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในแบบที่ไม่แทรกแซงกัน ทุกฝ่ายสามารถรับรู้การมองโลกที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่าย เพื่อก่อให้เกิดศิลปะในการดำรงอยู่ระหว่างกันในสังคม บางคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะมุสลิมแบ่งโลกออกเป็น ?มุสลิม? (ผู้ยอมจำนนต่อพระเจ้า)กับ ?กาฟิร? (ผู้ปฏิเสธศรัทธา)หมายถึงคนไม่ใช่มุสลิม |คนมุสลิมไม่สามารถรับประทานอาหารที่กาฟิรเชือดได้ ไม่สามารถแต่งงานกับกาฟิรได้ ฯลฯ นี่คืออุปสรรคในการทำความเข้าใจระหว่างกันอีกอย่างนั้นหรือ? ไม่อย่างแน่นอน การทำความเข้าใจระหว่างกันไม่ใช่การให้มุสลิมไปกินหมู และให้ผู้หญิงมุสลิมไปแต่งงานกับคนไม่ใช่มุสลิม ในคำสอนอิสลามนั้น ?กาฟิร? คือผู้พบว่าอิสลามเป็นสัจธรรมแล้วจึงปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมุสลิมบางท่านมองว่า คำนี้สามารถเรียกผู้มิใช่มุสลิมในปัจจุบันได้เต็มที่อย่างนั้นหรือ เพราะเขาพบอิสลามก็จริง แต่เป็นอิสลามที่ไม่เหมือนกับอิสลามยุคแรก เป็นอิสลามที่อยู่ในภาพมุสลิมที่เลวร้ายบางคน เขาจึงไม่เห็นว่ามันเป็นสัจธรรม นักวิชาการบางท่านเห็นว่าควรเรียกพวกเขาว่า Non-Muslim หรือ ? ผู้มิใช่มุสลิม? แม้ว่าไม่ใช้ศัพท์คำว่า กาฟิร แต่ก็ไม่อาจใช้ศัพท์คำว่า มุสลิม ได้เช่นกัน ประการต่อมามุสลิมในยุคแรกต่างก็ยอมรับว่า โลกมันไม่ได้เป็นสีขาวกับสีดำ แม้จะมีการใช้คำว่า กาฟิรและมุสลิม แต่ความจริงก็มีกาฟิรที่เป็นลุงของท่านศาสดาชื่อว่า อบู ฏอลิบ คอยช่วยเหลือฝ่ายมุสลิมอย่างมากมายด้วยความเห็นใจที่ถูกกดขี่ในมักกะฮฺ ด้วยความจริงจังในการช่วยเหลือฝ่ายมุสลิม ทำให้นักประวัติศาสตร์มุสลิมบางคนยอมรับว่าท่านเป็นกาฟิรไม่ได้ และพยายามหาคำอธิบายว่าท่านก็เป็นมุสลิมแบบลับๆ แต่รายงานที่เชื่อถือได้นั้นยืนยันว่าท่านเป็นกาฟิรจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต ในทางตรงกันข้ามได้ปรากฏศัตรูที่กล่าวได้ว่าน่ากลัวที่สุดในสมัยท่านศาสดาชื่อว่า อับดุลลอฮฺ บิน อุบัยยฺ แต่เป็นบุคคลที่อยู่ภายใต้การเรียกว่า ?มุสลิม? เขาละหมาดและมีวิถีปฏิบัติเช่นเดียวกับมุสลิมทั้งหลาย แต่แอบวางแผนทำร้ายสังคมมุสลิมอยู่ตลอดเวลา จนอัล กุรอานเองได้ประณามไว้อย่างชัดเจน และพฤติกรรมเช่นนี้ถูกเรียกว่า ?มุนาฟิก? คนหน้าไหว้หลังหลอก โลกของเราทุกวันนี้ก็เป็นเช่นนี้ ประมาณสิบปีมาแล้ว ผู้เขียนได้รับรู้ข่าวครูไม่ใช่มุสลิม แต่สนับสนุนให้เด็กนักเรียนผู้หญิงมุสลิมคลุมฮิญาบ ด้วยความเข้าใจในคำสอนอิสลาม ในทางตรงกันข้าม ผู้เขียนได้รับข่าวหลายๆครั้งว่าครูมุสลิมในโรงเรียนเป็นแกนนำต่อต้านฮิญาบ ในเมื่อยังมี ?กาฟิร? ที่ยินดีเป็นมิตรและไม่กดขี่มุสลิมอยู่ พร้อมๆกับยังมีมุสลิมที่ทำลายสังคมมุสลิมเพื่อประโยชน์ส่วนตัวได้ ทำไมมุสลิมที่เข้าใจในคำสอนอิสลามจะแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจกับคนนอกความเชื่อที่รักความยุติธรรมไม่ได้! ความเข้าใจในหลายมิติ ผู้เขียนขอเริ่มทำความเข้าใจเป็นพื้นฐานของคำสอนอิสลามให้แก่ผู้ที่จะสนใจศึกษาความเข้าใจระหว่างความเชื่อระหว่างอิสลามกับความเชื่ออื่นๆต่อไป ประการหนึ่งที่คิดว่าเป็นปัญหามากในการศึกษาอิสลามก็คือ การที่มองเห็นคำสอนอิสลามในมิติหนึ่ง แล้วด่วนสรุปว่าอีกมิติหนึ่งควรเป็นอย่างไรเอาเอง เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นในสมัยของเรา แต่ได้เกิดขึ้นในหมู่ผู้คนที่รับฟังคำสอนอิสลามในมิติหนึ่งแล้วคิดเอาเอง ท่านศาสดาเป็นผู้ที่ต้องรีบ ?ทำความเข้าใจ? ด้วยตัวท่านเอง ตัวอย่างหนึ่งเมื่อสหายกลุ่มหนึ่งของท่านศาสดาพูดคุยกันในเรื่อง ?ความดี? ในศาสนา คนหนึ่งกล่าวว่า ?สำหรับฉัน ฉันทำละหมาดในเวลากลางคืนเสมอ? อีกคนหนึ่งกล่าวว่า ?ฉันไม่ยุ่งกับผู้หญิง ฉันจะไม่แต่งงาน? ท่านศาสดากล่าวทักท้วงว่า ?ฉันเป็นผู้ที่เกรงกลัวอัลลอฮฺที่สุดในหมู่พวกท่าน แต่ฉันก็ถือศีลอดและละศีลอด ฉันละหมาดและฉันก็นอน และฉันก็แต่งงานกับผู้หญิง ใครก็ตามที่รังเกียจแบบฉบับของฉัน ก็ไม่ใช่พวกฉัน? (รายงานโดยบุคอรียฺ) ตัวอย่างต่อมาท่านศาสดากล่าวว่า ?...ในการเข้าหาภรรยาของคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกท่าน ถือว่าเป็นเศาะดะเกาะฮฺ(การทำความดี)? สหายของท่านถามกลับว่า ?โอ้ ผู้นำสาส์นจากอัลลอฮฺ การที่คนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเราได้สนองตอบต่ออารมณ์ใคร่ของตัวเขาเอง สำหรับเขาแล้วมีรางวัลด้วยหรือ?? ท่านศาสดากล่าวตอบว่า ?ท่านไม่เห็นดอกหรือว่า หากว่าเขาได้นำอารมณ์ใคร่ไปสู่สิ่งต้องห้าม เขาต้องแบกรับความผิดเนื่องจากมันมิใช่หรือ? ทำนองเดียวกันเมื่อเขานำมันไปสู่สิ่งที่อนุมัติ เขาก็ย่อมได้รับรางวัล? (รายงานโดยมุสลิม) จากเหตุการณ์เล็กๆในประวัติศาสตร์ข้างต้น ท่านศาสดาได้ปรับเปลี่ยนมุมมองความเข้าใจใหม่ให้สหายทั้งหลายของท่าน การที่อิสลามสอนว่าการถูกเนื้อต้องตัวผู้หญิงและการอยู่กับผู้หญิงสองต่อสองเป็นบาปใหญ่ นั้นไม่ได้หมายความให้เราคิดต่อไปว่า การสลัดอารมณ์ความรู้สึกทิ้งไปเป็นความดี ในอีกมิติหนึ่งการแต่งงานและการหลับนอนกับภรรยากลับกลายเป็นความดีงามในคำสอนอิสลาม นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆอย่างหนึ่งในการเข้าใจคำสอนอิสลามให้ครบทุกมิติ การทำความเข้าใจนี้เพียงให้รับรู้ว่านี่เป็นคำสอนที่ปรากฏในเนื้อหาของอิสลาม แต่ไม่ได้เรียกร้องให้คนนอกมา ?เห็นด้วย? และยอมจำนน ตัวอย่างในทำนองนี้มีอีกมากมาย โดยท่านศาสดาเองเป็นคนที่ทำความเข้าใจในมิติที่แตกต่าง เช่นเดียวกับกรณีของคำว่า กาฟิร ซึ่งอิสลามใช้เรียกผู้พบว่าอิสลามเป็นสัจธรรมแล้วปฏิเสธมัน โดยได้กล่าวถึงความเลวร้ายของพฤติกรรมนี้ในแง่มุมต่างๆอย่างมากมาย จนผู้ที่มิใช่มุสลิมอ่านพบข้อความลักษณะนี้ในอัล กุรอานพาลเข้าใจว่า อิสลามมีท่าทีที่ก้าวร้าวกับผู้คนในความเชื่ออื่นๆ แต่การคิดเช่นนี้เป็นการสร้างมิติที่เลวร้ายขึ้นเอง เพราะคำสอนในมิติแห่งการปฏิสัมพันธ์กันกลับมีอยู่ว่า ?อัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามสูเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้รุกรานสูเจ้าในเรื่องศาสนา และมิได้ขับสูเจ้าออกจากแหล่งอาศัยของสูเจ้าในการที่เจ้าจะเอ็นดูพวกเขาและปฏิบัติโดยยุติธรรมต่อพวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม?(อัลกุรอาน60:8) ในอิสลามจึงไม่มีคำสอนที่ว่าโกงคนมิใช่มุสลิมแล้วไม่บาป สำหรับความชั่วร้ายต่างๆเช่น การเอาดอกเบี้ย การผิดประเวณี เป็นบาปใหญ่ไม่ว่าจะกระทำกับคนนับถือศาสนาใดๆ ข้อเท็จจริงก็คือว่ามิติของการย้ำความเป็นสัจจะของแต่ละศาสนาและแต่ละความเชื่อในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งนั้นมีอยู่จริงและเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องอันตราย แต่อันตรายมันอยู่ที่มิติแห่งการปฏิสัมพันธ์ต่างหากว่ามันได้ตั้งอยู่บนพื้นฐาน ?ความยุติธรรม? หรือไม่ ตรงกันข้ามลัทธิล่าอาณานิคมสมัยใหม่ นอกจากจะไม่สามารถแสดงความเป็นสัจธรรมของตนเองได้แล้ว การปฏิบัติต่อความเชื่ออื่นก็กลับเต็มไปด้วยความอยุติธรรม การกดขี่ และการฆ่าฟัน การทำความเข้าใจความเชื่อใดๆ อย่าเพิ่งด่วนสรุปในมิติเดียว อาจมีคำสอนอีกด้านหนึ่งที่ประกอบกันอยู่ ดังที่พวกนักบูรพคดี(ฝรั่งที่ศึกษาเรื่องอิสลาม)บางคนคิดว่า คำสอนเรื่องวันสิ้นโลกของอิสลามนั้น ทำให้มุสลิมล้าหลัง ไม่สนใจปรับปรุงสภาพของตนเอง ซึ่งเรื่องนี้ท่านศาสดาเองได้ทำความเข้าใจไว้ว่า ?หากว่าวันสิ้นโลกจะเกิดขึ้น และในมือของพวกท่านคนใดคนหนึ่งมีต้นกล้าอินทผลัมอยู่ แม้ว่าเขาไม่สามารถกระทำสิ่งใดได้ เว้นแต่ปลูกมัน ก็ขอให้เขาปลูกมันเถิด? (เศาะฮีฮฺ อัล ญามิอฺ 1424 โดย อัล อัลบานียฺ) มิติหนึ่งเป็นความศรัทธาในวันสิ้นโลก แต่อีกมิติของการให้คุณค่าของงานไม่ใช่อยู่ที่ความสำเร็จแต่อยู่ที่การได้ทำงาน ประวัติศาสตร์ความรุ่งเรืองของมุสลิมในยุคแรกเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความเข้าใจระหว่างสองมิตินี้ได้เป็นอย่างดี อาจมีคำถามว่าทำไมปรากฏว่ามีมุสลิมบางคนในยุคของเราได้อ้างวันสิ้นโลกให้กับความเกียจคร้านของเขาเองเกิดขึ้น คำตอบก็อยู่ที่ความเข้าใจของเขาปรากฏอยู่เพียงมิติเดียว และได้สร้างมิติปลอมๆขึ้นมารองรับในอีกด้านหนึ่ง ดังนั้น การทำความเข้าใจอิสลามจึงต้องกระทำ แม้แต่ในตัวคนมุสลิมเอง หรือต้องกล่าวว่า จำเป็นมากกว่าคนไม่ใช่มุสลิมเสียอีก เพราะถ้าหากศาสนิกที่สังกัดศาสนาใดๆไม่เข้าใจในศาสนาที่ตัวนับถืออยู่ แล้วใครละจะไปทำความเข้าใจความเชื่อของตนให้คนนอกได้อีกล่ะ ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงส่วนน้อยนิดที่ได้เกิด ?การทำความเข้าใจ? ในคำสอนอิสลามจากตัวศาสดาเอง ยังมีเหตุการณ์อีกมากมาย ซึ่งจะเป็นแนวการศึกษาคำสอนศาสนา ลัทธิ และแนวคิดต่างๆได้อย่างไม่คลาดเคลื่อน ประเด็นที่ต้องย้ำก็คือ การทำความเข้าใจอิสลามนั้นคือการศึกษา ?ความเข้าใจ? ของตัวศาสดาผู้เป็นต้นแบบของศาสนานั้นๆ มิใช่อยู่ในความคิดเห็นของศาสนิกที่มาที่หลัง ซึ่งอาจจะให้ความเข้าใจที่ผิดหรือถูกก็ได้ หากเรายอมรับแนวนี้ได้แล้ว คงไม่ต้องเกิดคำถามว่า ?ทำไมคุณดื่มเหล้าไม่ได้ เห็นเพื่อนผมเป็นมุสลิมดื่มได้? บทความชิ้นนี้ไม่ได้ตอบคำถามต่างๆที่มีต่ออิสลามและสถาการณ์ความรุนแรงทั้งหลาย แต่พยายามเรียกสติของทุกฝ่ายกลับคืนมา ให้ทบทวน ศึกษา ทำความเข้าใจมิติต่างๆของสังคมมนุษย์ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ไปสู่ทางออกที่ดี คำสอนอิสลามสอนให้เรา(มุสลิม)พร้อมเสมอกับการพูดคุยระหว่างความเชื่อเพื่อแลกเปลี่ยนความเข้าใจระหว่างกันและกัน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ |